การสึกหรอของยางมีหลายแบบ

 การสึกหรอของยางมีหลายแบบ


     โดยปกติแล้วยางรถยนต์ที่เราใช้กันอยู่มันจะสึกหลอไปตามอายุการใช้งาน โดยทั่วไปแล้วจะต้องสึกหรอไปอย่างเท่า ๆ กัน แต่ก็มีเรื่องเกี่ยวกับการใช้งานของแต่ละคนหรือการขับขี่ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เช่นใช้กับถนนราดยาง คอนกรีต ถนนดิน หรือชอบออกตัวกระชาก เบรคแบบกระชั้นชิด สิ่งเหล่านี้มันก็มีผลต่อการสึกหรอของยางเช่นกันครับ และนอกเหนือจากลักษณะการใช้งานหรือรูปแบบการขับขี่แล้ว สิ่งที่ทำให้ยางสึกหรอได้มากกว่าปกติอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความผิดปกติหรืออาการเสียหายของช่วงล่างนั่นเอง โดยที่ผมจะขอแบ่งการสึกหรอของยางออกเป็น 2 แบบดังนี้

1.การสึกหรอจากลมยางไม่เหมาะสม

1.1การเติมลมยางอ่อนเกินไป จะทำให้ขณะขับขี่หน้ายางจะไม่สามารถสัมผัสถนนได้เท่ากันตลอดทั้งหน้า คือตรงกลางหน้ายางจะไม่สัมผัสกับถนน แต่ส่วนที่สัมผัสถนนมากกว่า คือหน้ายางส่วนนอกทั้ง 2 ข้างที่สัมผัสมากกว่าจึงทำให้หน้ายางส่วนนอกทั้ง 2 ข้างสึกหรอเร็วกว่าจุดอื่น


 1.2การสึกหรอจากการเติมลมยางมากเกินไป จะส่งผลให้หน้ายางมีความโค้งนูนมากกว่าปกติ พื้นที่สัมผัสระหว่างหน้ายางกับถนนจึงมีเพียงพื้นที่ตรงกล่างของหน้ายางเท่านั้น ทำให้ยางจะสึกหรอเฉพาะตรงกลางหน้ายาง




2.การสึกหรออันเนื่องมาจากความผิดปกติของช่วงล่าง


2.1การสึกหรอที่เกิดจากโช๊คอัพ พัง รั่ว ซึม จะส่งผลให้ล้อขณะขับขี่เกิดการกระเด้งอย่างต่อเนื่อง จนทำให้หน้ายางเกิดการสึกหรอแบบเป็นบั้ง ๆ 



ถ้าเราอยากใช้ยางให้คุ้มค่าที่สุด เราควรหมั่นสังเกตุรถของเราว่าการขับขี่เป็นแบบไหน รถกระเด้งจนเกินไปหรือเปล่า เติมลมยางได้เหมาะสมหรือไม่หรือโช๊คมีน้ำมันรั่วซึมหรือเปล่า ถ้ามีอาการที่กล่าวมาข้างต้นแล้วเรานำรถไปแก้ไขให้ดีขึ้น เพียงเท่านี้ยางรถยนต์ก็จะอยูกับเราอย่างคุ้มค่าแน่นอนครับ



บทความที่เก่ากว่า                                                  บทความที่ใหม่กว่า

ปะยางมีกี่แบบ

 


       ถ้ารถยางรั่วเราจะมีการแก้ไขได้หลายวิธีครับ วิธีที่คนทั่วไปนิยมที่สุดนั่นก็คือการปะยาง แต่การปะยางกี่แบบแล้วแบบไหนที่เหมาะกับเราบ้าง

1.แบบแทงตัวหนอน



     จะเป็นเส้นไหมสำหรับปะยาง มาสอดเข้ากับเหล็กใส่ตัวหนอน แล้วแทงเข้าไปในแผลที่รั่วแล้วดึงเหล็กใส่ตัวหนอนออกมา ตัวเส้นไหมก็จะไปอุดรูทำให้ยาง สามารเก็บลมได้เหมือนเดิม ข้อดีก็คือรวดเร็วขั้นตอนน้อย บางที่อาจไม่ต้องถอดล้อออกมาจาตัวรถเลยก็ได แต่ข้อเสียคืออาจจะใช้ได้ไม่นาน เพราะใช้ไปซักพักลมอาจจะซึมออกมาได้โดยเฉพาะรถที่บรรทุกหนัก เพราะฉะนั้นจึงใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อให้รถเราไปต่อได้เท่านั้น

2.สตีมร้อน 



    คือการใช้ยางดิบมาแปะติดกับด้านในยางของเราตรงบริเวณที่รั่วแล้วใช้ความร้อนทำให้ยางหลอมละลายติดกันโดยที่ก่อนทำต้องถอดยางออกมาจากแม็กซ์หรือล้อกระทะก่อน แล้วจกนั้นจึงทำการปะจากด้านในยางโดยใช้ความร้อน ข้อดีคือสามารถเก็บลมได้แน่นอนแม้รถบรรทุกหนักก็ตาม แต่ข้อเสียคือ ใช้เวลานาน และถ้าเจอช่างที่ทำไม่ดีหรือช่างที่ไม่มีความชำนาญก็อาจทำให้ยางรถของเราบวมจนต้องเปลี่ยนยางใหม่เลยก็ได้

3.สตีมเย็น


    จะคล้าย ๆ กับสติมร้อนครับ แต่จะมีแผ่นปะยางเฉพาะแล้วแต่ขนาดแผล ก่อนทำต้องถอดยางออกมาจากแม็กซ์หรือล้อกระทะก่อน จากนั้นเจียร์ขัดยางด้านในบริเวณแผลให้เรียบแล้วทากาวลงไปให้ทั่ว ปล่อยให้กาวแห้งหมาด ๆ จากนั้นก็เอาแผ่นปะยางที่เตรียมไว้มาแปะที่แผลแล้วใช้ลูกกลิ้ง กลิ้งรีดให้ทัวแล้วก็ประกอบยางเข้ากับแม็กซ์จากนั้นก็ไปเช็ครั่วดู แล้วก็เอาไปประกอบเข้ากับตัวรถ ข้อดีคือสามารถเก็บลมได้แน่นอน ไม่ต้องใช้ความร้อนทำให้ยางไม่เสียหาย แต่ข้อเสียก็คือใช้เวลาพอสมควร และถ้าเจอช่างที่ไม่มีความชำนาญก็อาจจะต้องมาแก้ไขซ้ำที่แผลเดิมก็ได้

สำหรับผมนั้นการปะยางที่กล่าวมานั้นสามารถใช้ได้ทุกวิธีครับ ขึ้นอยูกับว่าเราเจอปัญหาในสถานการณ์แบบไหน เช่นรีบด่วนหรือยางรั่วในที่เปลี่ยว ก็ควรหาวิธีที่เร็วที่สุดเช่นการแทงตัวหนอน หรือเป็นแผลที่ค่อนข้างใหญ่ก็อาจจะสติมร้อนกับร้านที่เราไว้ใจได้ หรือถ้าแผลไม่ใหญ่มากจะปะแบบสตีมเย็นก็ได้ครับ


    บทความที่เก่ากว่า                                                                                                  บทความที่ใหม่กว่า






สลับยางง่ายมากทำเองก็ได้


 


เนื่องจากรถที่เราใช้งานไปนาน ๆ ยางรถก็เริ่มสึกหลอออกไปเป็นเรื่องธรรมดา แต่การสึกของยางรถยนต์นั้นจะไม่เท่ากันทุกล้อครับ ดังนั้นเราจึงต้องสลับยางเพื่อไม่ให้ล้อใดล้อหนึ่งสึกหล่อมากกว่าล้ออื่นจนเกินไป แต่จะสลับยางแบบไหนให้ทำตามวิธีที่ผมแนะนำได้เลยครับ


1.รถขับเคลื่อนล้อหน้า
จะรู้ได้อย่างไรว่ารถเราขับเคลื่อนล้อไหน อันนี้คงต้องก้มดูใต้ท้องรถครับ แต่ส่วนมากแล้วจะเป็นรถเก๋งครับ ล้อหน้าให้เปลี่ยนมาด้านหลังฝั่งเดียวกัน ส่วนล้อหลังให้เปลี่ยนมาล้อหน้าแต่สลับฝั่งกัน ตามรูปเลยครับ




2.รถขับเคลื่อนล้อหลัง
สำหรับรถขับเคลื่อนล้อหลังนั้นส่วนมากแทบจะเป็นรถกระบะครับ ยกเว้นรถ SUV บางรุ่นต้องก้มดูใต้ท้องรถก่อนนะครับ ล้อหน้าเปลี่ยนมาข้างหลังสลับฝั่ง ล้อหลังเปลี่ยนมาข้างหน้าฝั่งเดียวกัน ตามรูปครับ


3.รถขับเคลื่อน 4 ล้อ
รถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือที่เรามักเรียกกันว่ารถออฟโรดหรือ 4 x 4 นั่นแหละครับ ล้อหน้าให้เปลี่ยนมาข้างหลังสลับฝั่ง ส่วนล้อหลังให้เปลี่ยนมาข้างหน้าสลับฝั่งเช่นเดียวกัน ตามรูปครับ

4.รถดอกยางทิศทางเดียว
ให้เราดูที่ยางครับถ้าเป็นดอกยางที่มีดอกยางรีดน้ำไปในทิศทางเดียวกัน ล้อหน้าให้เปลี่ยนมาข้างหลังฝั่งเดียวกัน ล้อหลังก็ให้เปลี่ยนมาข้างหน้าฝั่งเดียวกันครับ ตามรูป



เราควรสลับยางทุก 6 เดือน หรือทุก 10,000 กม. อยู่ที่ว่าแบบไหนมาถึงก่อน ซึ่งจะช่วยยืดอายุยางได้ดีมากเลยครับ


  บทความที่ใหม่กว่า                                                                                           บทความที่เก่ากว่า